14 กันยายน 2553

ดูดวงเก่งขวางการเจริญสติ (หรือไม่?) Mindfulness & Cartomancy

ค้นเจอบทความหนึ่งจากหนังสือคุณดังตฤณ ที่ได้ให้คำอธิบายกับกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเข้ากันกับบล็อกนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ โดยคำแนะนำภายในบทความนั้นครอบคลุมในทุกศาสตร์พยากรณ์ ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นไพ่ทำนายแต่อย่างใด ซึ่งถือว่าคุณดังตฤณได้เรียบเรียงคำตอบไว้ตรงใจกับหลักการที่เจ้าของบล็อกปรารถนาจะวางไว้เป็นแนวทางของบล็อกนี้ และตรงกับคำถามที่พบเจอได้บ่อยในวงสนทนาธรรมของนักปฏิบัติและนักพยากรณ์ ที่หาใช่จะแปลกแยกหรือแตกต่างกันแต่อย่างใดไม่ สำคัญเพียงแค่การวางใจวางตัวให้ถูกทั้งของผู้ทำนายเองและของผู้รับคำทำนาย ที่หมอดูหรือนักทำนายควรอธิบายหลักการตรงนี้ให้ผู้รับคำทำนายได้เข้าใจกันอย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้คลาดเคลื่อนจากหลักกรรมและหลักธรรมในทั้งสองฝ่ายครับ

ที่มา บทที่ 6 ของหนังสือ รู้เฉพาะตน โดยคุณดังตฤณ
หมายเหตุ หัวข้อด้านบนนี้ เติมคำว่า "หรือไม่?" ในวงเล็บต่อท้ายเข้าไปนะครับ เพราะเนื้อหาบทความไม่ได้ชี้ว่าการดูดวงขวางการเจริญสติ แต่เป็นการแนะนำว่า "หมอดูหรือนักพยากรณ์ควรปฏิบัติ วางตัวและวางใจอย่างไร จึงจะไม่ขวางการเจริญสติ"

สนใจงานเขียนอื่นๆของคุณดังตฤณ สามารถตามอ่านฟรีได้ที่ http://www.dungtrin.com


กรณีเฉพาะตนของ - หมอ ส.
อาชีพ - หมอดู
ลักษณะงานที่ทำ - รับดูดวงให้ลูกค้าวันละไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน แต่ละคนจะมีปัญหาชีวิตต่างกันไป ส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องความรักและการงาน ซึ่งก็มักพอใจกับคำทำนายและคำแนะนำ แต่หลายครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของลูกค้าที่เอาแต่ใจ ไม่พอใจคำทำนาย หรือไม่ยอมรับคำแนะนำ แถมหลายคนติดพันขอโทร.มาปรึกษาเพิ่มเติมนอกเวลา บางคืนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนไปจนดึกดื่นเที่ยงคืน


คำถามแรก - ได้ยินว่าถ้าทำอาชีพหมอดู มีความขัดแย้งกันกับการเจริญสติ ถึงขั้นทำไม่ได้ถึงมรรคถึงผลจริงหรือเปล่าคะ?


กรรมที่ปิดกั้นมรรคผลอย่างเด็ดขาด แบบที่คนสมัยนี้ทำกันได้มีแค่ ๔ ข้อครับ คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ หรือเป็นสงฆ์ที่ทำให้สงฆ์แตกกัน นอกนั้นต่อให้เคยฆ่าคนเป็นเบือก็ยังพอมีสิทธิ์กลับลำ เจริญสติจนถึงมรรคถึงผลได้

ที่กล่าวกันว่าอาชีพหมอดูขัดกับการเจริญสติ ต้องแยกแยะสาเหตุให้เห็นเป็นข้อๆ พร้อมวิธี 'เป็นหมอดูให้ได้สติ' ดังนี้


๑) ต้องคิดคำนวณมาก

หลักโหราศาสตร์เต็มไปด้วยตัวเลข เมื่อในหัวพัวพันกับตัวเลขยุ่งเหยิง แถมทั้งวันต้องเค้นคิดตีความว่าจะทายอย่างไรดี ก็เชื่อขนมกินได้ครับว่าพายุความฟุ้งซ่านก่อตัวไม่หยุดแน่

อีกประการหนึ่ง ศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขและการพยากรณ์เป็นสิ่งชวนฉงนน่าหลงใหล ยิ่งศึกษายิ่งก้าวล่วงเข้าไปสู่พลังลึกลับแห่งดวงดาว ตัวศาสตร์เองจึงมีอิทธิพลครอบงำจิตใจหมอดูให้หมกมุ่น อยากลงลึกไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้มากยิ่งอัศจรรย์ใจกับรหัสจักรวาลขึ้นทุกที อันนี้อย่าว่าแต่ศาสตร์ในการดูหมอเลย ต่อให้ธรรมะก็เถอะ ถ้าศึกษาทฤษฎีเพื่อให้ได้องค์ความรู้ไม่รู้จบ ก็ย่อมฟุ้งซ่านด้วยความมัวเมาวิชาได้เช่นกัน

แล้วถามว่าความหมกมุ่นฟุ้งซ่านเข้ากันหรือขัดกันกับการเจริญสติ? ก็ต้องตอบว่าขัดกัน การเจริญสตินั้นต้องการตัวรู้ ไม่ใช่ตัวคิด พูดง่ายๆคือคิดมากจะรู้น้อย คิดให้น้อยๆถึงมีสิทธิ์จะรู้ได้มาก

ฉะนั้นหากรักจะเป็นหมอดูที่เจริญสติไปด้วยได้ แค่ทำสมาธิมากหลังเลิกงานเห็นทีจะไม่พอ คุณต้องให้จิตได้พักสงบเงียบเป็นช่วงๆระหว่างทำงานด้วย อย่างเช่นระหว่างรอลูกค้ารายใหม่ก็อาจหลับตาถามตัวเองว่ากำลังหายใจเข้า หรือหายใจออก หรือหยุดหายใจ ไม่ปล่อยใจวอกแวกไปทางอื่น หากมีวินัยกับการฉวยโอกาสสั้นๆพักจิตได้เรื่อยๆ กำลังสมาธิจะไม่ตก และรู้สึกถึงความว่างที่ชนะความวุ่น


๒) ต้องเผชิญกับทุกข์ทางใจหลากหลาย

หมอดูนั้นนะครับ ยิ่งเก่งจะยิ่งเหนื่อย เพราะลูกค้าจะหอบพ่อแม่พี่น้องและญาติสนิทมิตรสหายมาใช้บริการตามกันเป็นพรวน

ก็แล้วคนมาดูหมอนั้น มาพร้อมความสุขหรือความทุกข์เล่า? อย่างน้อยเขาก็ทุกข์เพราะความอยากรู้อนาคต ทั้งวันคุณอาจต้องเผชิญกับกระแสจิตที่ปั่นป่วนด้วยความอยากรู้ หรือกระทั่งสกปรกเร่าร้อนด้วยพฤติกรรมผิดๆ หากรับมือไม่ดี จิตของคุณย่อมเศร้าหมอง คล้ายติดค้างคาใจไปสารพัด

เพื่อไม่ให้ขยะเกาะจิตได้ติด คุณต้องเจริญสติระหว่างทำงานไปด้วย การต้องรับฟังและโต้ตอบกับคนมากๆก็มีข้อดี คือมีโอกาสได้ซ้อมดูปฏิกิริยาทางใจของคุณเองบ่อยๆ ให้ถามตนเองเรื่อยๆ เช่น ตอนนี้ใจถลำไปพลอยมีส่วนร่วมกลุ้มใจกับลูกค้าไหม ตอนนี้รู้สึกถึงความปั่นป่วนในใจลูกค้าไหม ตอนนี้ร้อนรุ่มกับความเอาแต่ใจของลูกค้าไหม ฯลฯ สรุปคือดูความทุกข์ทางใจของตนเองให้ทันในขณะที่เกิดขึ้น บ่อยเข้าคุณจะค่อยๆเห็นว่าความทุกข์ที่ถูกรู้จะแสดงความไม่เที่ยงเสมอ พลอยทำให้จิตของคุณเป็นอิสระ ถอยออกมาจากความยึดภาวะทุกข์เสมอ


๓) ต้องตอบให้ได้

คุณบังคับไม่ได้ว่าจะให้ลูกค้าถามอะไร แต่คุณจะถูกลูกค้าคาดคั้นให้ตอบทุกคำถามของพวกเขาเสมอ เพราะในมุมมองของของลูกค้า หมอดูคือผู้มีอาชีพรู้อนาคต ลูกค้าจะไม่พยายามเข้าใจเลย ว่าแม้แต่นอสตราดามุสก็ไม่ได้รู้อะไรทั้งหมด คนที่รู้ทั้งหมดมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น

เมื่อถูกคาดหวังสูง จึงต้องพยายามตอบให้ได้หรือแนะนำได้ดี แม้ไม่รู้ก็ต้องบอกว่ารู้ ไม่แน่ใจว่าจะตีความตัวเลขอย่างไรก็ต้องวางฟอร์มเชื่อมั่นว่าอ่านชะตาลูกค้าได้ขาด ให้คำแนะนำได้เข้าเป้าเสมอ

หากมักง่ายยอมตนเป็นคนลวงโลกก็คงไม่ต้องหวังเจริญสติ นักพูดเท็จย่อมไม่อาจมีสติแจ่มใสเห็นตามจริง ยิ่งวันมีแต่จะยิ่งพร่ามัวเห็นอะไรบิดเบี้ยวมากขึ้นทุกที ฉะนั้นคุณต้องตั้งใจให้ดีว่าจะมีศีลมีสัตย์ รู้บอกว่ารู้ ไม่รู้บอกว่าไม่รู้ และหากเห็นตนเองต้องตอบว่า 'ไม่รู้' มากกว่า 'รู้' ล่ะก็ ทางที่ดีควรชะลอการเลือกอาชีพหมอดูไว้ก่อน มิฉะนั้นคุณอาจต้องกลายเป็นมิจฉาชีพโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว


๔) ต้องพาลูกค้าส่งจิตออกนอก

ถ้าหมอดูพิสูจน์ผ่านการทักอดีตและปัจจุบันได้แม่นยำ ลูกค้าจะยิ่งเชื่อถือคำทำนายเกี่ยวกับอนาคต ถ้าทายดีก็จะมีความหวังสูง จดจ่อรอวันใหม่ไม่เลิก แต่ถ้าทายร้ายก็จะวิตกกังวลอย่างแรง เฝ้าคิดแต่ว่าทำอย่างไรจะแก้ไขวันพรุ่งนี้ให้ดีขึ้นได้

สรุปคือหมอดูยิ่งแม่น ก็ยิ่งพาให้ลูกค้าฟุ้งซ่าน วกวนอยู่กับการคิดถึงอนาคตและเรื่องนอกตัวที่ยากจะพิสูจน์ เมื่อให้ความฟุ้งซ่านแก่ผู้อื่น ย่อมได้ความฟุ้งซ่านแก่ตนเอง

การเจริญสติเป็นเรื่องปัจจุบัน คุณไม่มีทางเอาจิตมารู้ข้างใน ตราบเท่าที่ยังพาคนอื่นส่งจิตออกข้างนอก ฉะนั้นต้องเหนี่ยวนำให้เขามาอยู่กับปัจจุบันบ้าง ปรับปรุงนิสัยที่เป็นต้นเหตุของทุกข์ทางใจบ้าง คลื่นความสงบใจที่เกิดกับพวกเขา ย่อมย้อนมาเป็นความผาสุกให้ชีวิตคุณเอง


๕) ต้องพาให้ลูกค้างมงายโดยปริยาย

ถ้าบอกลูกค้าว่าคุณรู้อดีตและอนาคตของเขาได้จากดวงดาว ก็เท่ากับชักจูงให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้วแบบฟ้าลิขิต ซึ่งเป็นทางไปสู่ความงมงายไร้เหตุผล

คุณต้องอธิบายให้ถูกว่าเขาเป็นอย่างไรก็ด้วย กรรมทั้งสิ้น กรรมเก่าส่งมาอยู่ใต้รหัสดาวแบบนี้ จึงได้เพศ รูปร่างหน้าตา ฐานะ ภูมิปัญญา ตลอดจนดวงชะตาอย่างนี้ ของเก่าเป็นฐานให้ตัดสินใจว่าจะเลือกคิด เลือกพูด และเลือกทำอะไรใหม่ๆอย่างไร

เพียงยึดหลักทานและศีล คุณสามารถวิเคราะห์ทุกดวง และให้คำแนะนำทุกดวงอย่างถูกจุด เช่น เคราะห์เรื่องโรคภัยไข้เจ็บและเรื่องถึงเลือดถึงเนื้อมาจากการเบียดเบียน ชีวิตอื่น ถ้าจะผ่อนหนักเป็นเบาก็ต้องให้อภัยมากๆ ปล่อยชีวิตสัตว์มากๆ เป็นต้น นี่คือการทำให้คนเชื่ออย่างมีเหตุผล และพิสูจน์ได้ด้วยการทดลองทำจริง และเมื่อคุณไม่นำคนไปสู่ความงมงาย ในที่สุดคุณจะตาสว่างก่อนใคร ในฐานะผู้สามารถเอาดวงดาวมาอธิบายกรรม



คำถามที่สอง - ถ้าหาทางแนะนำให้ลูกค้ารู้จักการเจริญสติ จะถือว่ามีส่วนช่วยให้สติเข้าตัวเองไหมคะ


แน่นอนครับ ทุกอย่างเป็นไปตามหลักธรรมชาติที่ว่าให้สิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ผู้ให้สติย่อมได้สติ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าแต่ละคนรับได้ไม่เท่ากัน บางคนไปพูดเรื่องเจริญสติกับเขา เขาหาว่าดูถูกเห็นเขาไม่มีสติเข้าให้ก็ได้ ฉะนั้นต้องดูจังหวะและโอกาสด้วย

ถ้าเห็นว่าจิตเขามืดหนักไม่พร้อมจะฟังธรรมะ ก็ดูดวงแม่นๆจนเขาศรัทธายอมฟังเสียก่อน พอยอมฟังแล้วค่อยพิจารณาว่าเขาเหมาะจะรับอะไรเป็นอันดับแรก ทำทานทำลายความตระหนี่ หรือรักษาศีลชะล้างความสกปรก นี่เป็นรายละเอียดที่ต้องศึกษามาก มีประสบการณ์ตรงมาก จะค่อยๆเห็นวิธีแนะนำคนแต่ละแบบไปเองครับ

11 ความเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สุดยอดเลยครับ ! สรุปแล้วเราก็ต้องกลับมาฝึกจิตฝึกใจ ต้องมีสติในทุกขณะ ไม่ว่าอาชีพใดๆ ไม่อย่างนั้นก็จะพาลพาตัวเองลงเหวเพราะความหลงในงานของตนได้เหมือนกัน ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดีๆ แบบนี้ ขอชื่นชมที่บล็อกนี้ไม่พาคนไปงมงายแต่เรื่องดูไพ่ดูดวงจนขาดสติครับ

ณธัชพงศ์ ไพ่พยากรณ์ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ ตามความตั้งใจในการจัดทำบล็อกนี้ คือความคิดเห็นและคำแนะนำต่างๆ จะเน้นในเรื่องทาน ศีล ภาวนาทั้งสมถะและวิปัสสนา ภายใต้กรอบของพุทธศาสน์เป็นสำคัญ และคงจะมีธรรมะหมวดต่างๆมานำเสนอสลับหรือสอดแทรกลงไปในบทความที่เข้ากันกับ ความหมายไพ่หรือสภาวะหน้าไพ่ที่อ่านได้ด้วยครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อ่านแล้วได้ข้อคิดดีครับ ผมสมัคร add friend กับคุณใน facebook ด้วยนะครับ เพื่อจะติดตามข่าวสารครับ

ณธัชพงศ์ ไพ่พยากรณ์ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับที่สนใจในบทความ เนื้อหาข่าวสารหรือบทความน่าสนใจต่างๆ หลักๆส่วนใหญ่คงจะเน้นอัพไว้ในเว็บบล็อกเป็นหลัก ส่วนในเฟซบุ๊คจะใช้เป็นเพียงช่องทางช่วยกระจายข่าวสารเท่านั้นน่ะครับ

หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆที่เกี่ยวพันกับเนื้อหาภายในบล็อก สามารถทิ้งความเห็นไว้ในเว็บบล็อกได้เลยครับ เผื่อคำตอบ-คำถามจะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆด้วยน่ะครับ (เพราะเกรงว่าในเฟซบุ๊คเนื้อหาจะตกไว ทำให้มีผู้ได้อ่านน้อยกว่า)

อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ สำหรับการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ^_^

puttamart2516 กล่าวว่า...

อยากเก่งเหมือนคุณณธัชพงค์เลยต้องพยายามแวะมาหาความรู้หลังเลิกงานวันละหัวข้อก็ยังดีค่ะ ดีเหมือนกันนะค่ะ บางครั้งสอดแทรกเนื้อหาของธรรมะ เข้ามาบ้าง เพราะ ถ้าเป็นมือใหม่ อย่างดิฉันคำถามมันจะมีมากมาย ถ้าหาคำตอบไม่ได้ ก็กลายเป็นเครียดไปเลยค่ะ อย่างเช่น ข้อควรปฏบัติของคนที่เป็นหมอดู หรือว่าการดูหมอ ข้อดี -ข้อเสีย เป็นอย่างไร ( ถ้ามีแล้วก็ขอโทษนะค่ะ ยังอ่านไม่หมดทุกหัวข้อค่ะ)

ณธัชพงศ์ ไพ่พยากรณ์ กล่าวว่า...

ลองดูเรื่องมารยาทโหรหรือนักพยากรณ์ ตามลิงค์นี้ได้ครับ
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2009/09/Y8285552/Y8285552.html

ปล. เรียนให้สนุกครับ สนุกกับสิ่งที่เรียน .. อย่ามุ่งหวังผลสุดท้าย แล้วจะสนุกไปตลอดช่วงเวลาที่เรียนโดยไม่เครียด เพราะตามหลักอิทธิบาทสี่ เมื่อฉันทะพร้อมแล้ว ที่เหลือก็แค่วิริยะ จิตตะ วิมังสา จากนั้นการงานแบบใดย่อมสำเร็จได้ครับ ;)

puttamart2516 กล่าวว่า...

ขอบคุณค่ะ ที่แบ่งปันความรู้ และให้กำลังใจ สู้ สู้ ค่ะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

^_^

ประสบกับตัวเองล่ะค่ะ ดูดวงให้คนอื่นมากแล้วตัวเองฟุ้งซ่านเอง แต่ก็ได้ฝึกเจริญสติในระหว่างดูอยู่บ้างเหมือนกันนะคะ

ส่วนตัวมักจะบอกกับคนที่มาดูว่า "อย่าเชื่ออย่างงมงาย ให้การดูดวงเป็นแค่แนวทาง เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมในการทำอะไร หรือไม่ทำอะไร จะให้อนาคตเป็นอย่างไร ก็ต้องสร้างเหตุปัจจัยที่เกื้อหนุนกัน"

อีกเรื่องที่คาใจมากค่ะ เนื่องจากเป็นมือใหม่ .... หลายคนบอกว่าการดูดวงเป็นการไปเปิดกรรมของคนอื่น ซึ่งจะทำให้ผู้ทำนายต้องได้รับผลกระทบอะไรบางอย่างแทนเจ้าชะตา .... อันนี้จริงรึเปล่าคะ และเห็นหมอดูหลาย ๆ คน จะงดดูดวงในวันพระ .... เพราะอะไรคะ โดยส่วนตัวไม่เคยงดค่ะ ใครมาขอให้ดูให้ ถ้าพร้อมก็ดูให้เลย ไม่ได้สนใจเลยว่าเป็นวันพระหรือไม่ ....

ณธัชพงศ์ ไพ่พยากรณ์ กล่าวว่า...

ผมก็มือใหม่นะครับเนี่ย ;) ...ส่วนตัวเห็นว่าอยู่ที่ความเชื่อและการวางใจของทั้งสองฝ่ายครับ หากคุณเชื่อว่าไม่ดีซะแล้ว แม้จะทายได้แม่นออกไป ก็อาจไม่มั่นใจกับคำตอบตัวเองหรือคำเฉลยก็ยังได้

ส่วนเรื่องงดดูดวง ส่วนตัวคิดว่าเหตุผลง่ายๆว่า หมอดูจะได้มีวันหยุดให้ตัวเองไงครับ ถือโอกาสไปชาร์จแบตฯ เข้าวัดปฏิบัติธรรมไปในตัว ... เพราะเรื่องแบบนี้ กำลังของสติและกำลังของสมาธิย่อมสำคัญ


ส่วนเรื่องเปิดกรรมแล้วต้องแย่แทนนั้น (หากไม่นับกรณีหมอดูทำหน้าที่เป็นหมอแก้คุณไสยด้วย ที่อย่างไรคงต้องมีกระทบ จากคนที่เค้าทำมาแล้วไม่สำเร็จนั่นล่ะครับ) ลองคิดง่ายๆว่าคนที่วันๆนึงต้องรับฟังปัญหาคนอื่นร้อยแปด สะสมกันนานวันเข้า จะส่งผลกระทบอะไรกับตัวเขาเองบ้างล่ะครับ

หมอดูบางทีก็คล้ายกระโถน มักเจอแต่คนแบกความทุกข์มีปัญหามาทิ้งๆลงไป หากเราทำตัวเป็นกระโถนจริงๆ ที่เอาแต่รับๆๆ ไม่ถ่ายทิ้งออกไป อย่างไรก็ต้องเน่าไปด้วยนั่นล่ะครับ (บางคนก็อ้างว่าจะแย่แล้วโบ้ยไปโยงกับเรื่อง "ค่าครู" อะไรแบบนั้นไปก็มี) ดังนั้นรู้จักถ่ายเทให้เป็น วางอุเบกขาให้เป็น สติเจริญให้มาก ก็หาใช่ปัญหาไม่ ^_^

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดิฉันก็มีความเห็นคล้ายๆ คุณณธัชพงษ์ค่ะ ก่อนเราจะมาเป็นหมอดูเราต้องเตรียมใจและเตรียมตัวว่ายังไงเราต้องพบเจอกับปัญหาร้อยแปดอยู่แล้ว สภาพจิตใจและความคิดของหมอดูนั้นสำคัญมากทีเดียวค่ะ ในบางครั้งก็ยากที่จะควบคุม อย่างที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว บางคนเครียดถึงขนาดเลิกดูหมอเลยก็มี

แต่ถ้าเราคิดบวก มองปัญหาให้เป็นการท้าทายความสามารถของเรา เมื่อเราแก้ปัญหาได้สำเร็จ ให้เก็บเอาความภูมิใจในไว้กับใจเราและเปลี่ยนให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนปณิธานในการเป็นนักพยากรณ์ของเรา ทุกคนมีความเป็นอัจฉริยะซ่อนอยู่ค่ะ

ส่วนปัญหาที่รบกวนจิตใจ ให้วางไว้นอกใจค่ะ อย่าไปจดจำไว้ วันไหนอารมณ์ดี สมาธิดี เราค่อยๆมองดูเขาใหม่ได้

ไม่มีอะไรเกินความสามารถของเราหรอกค่ะ ที่ยาก ยากที่ใจต่างหาก
Lulu James Bellin

ณธัชพงศ์ ไพ่พยากรณ์ กล่าวว่า...

ขอบคุณคุณ Luluฯ สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยนะครับ เขียนได้ดีจนไม่รู้จะเสริมอะไร ^_^

แสดงความคิดเห็น

1. โปรดระบุ "ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น" (กรณีไม่มีโปรไฟล์อื่น) ในเว็บ ดร.เซ่ ไพ่พยากรณ์ ด้วยการ
- เลือกโปรไฟล์ "ชื่อ/URL"
- กรอกชื่อหรือนามแฝงของผู้โพสต์ในช่อง "ชื่อ"
- กดปุ่ม "ดำเนินการต่อ" โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ระบุ URL เว็บไซต์ใดๆ
- ทั้งนี้เพียงเพื่อความสะดวกในการสนทนาเท่านั้น เช่น อาจระบุ นาย A, นาย B หรือ น.ส. ยิปซี ก็ได้ครับ :)
2. หากติดระบบกรองคำ โปรดกรอกข้อความ ให้ตรงตามคำกรองที่ปรากฏ
3. ความเห็นอาจไม่แสดงทันที เนื่องจากระบบป้องกันสแปมอัตโนมัติของบล็อกสปอต

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น